วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในผู้ป่วยเบาหวาน

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ


ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) พบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน หมายถึงภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 60 มก,/ดล. หรือผู้ป่วยเบาหวานบางรายแค่ 70 มก./ดล. ก็สามารถเกิดได้ถ้ามีประวัติน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ ซึ่งภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำพบได้ในผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาแบบรับประทาน หรือฉีดอินซุลินอยู่

สัญญาณว่าเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถส่งผลกับอาการทางประสาทได้ 2 ประเภทคือ ระบบประสาทส่วนกลาง ในกลุ่มนี้จะเกิดอาการ หลงลืม เซื่องซึม และสับสน ศ่วนอีกประเภทนึงคือระบบประสาทอัตโนมัติ ในกลุ่มนี้จะเกิดอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกหวิว และหิว ถ้าผู้ป่วยเบาหวานใกล้ตัวมีอาการดังกล่าวควรรีบแก้ไขโดยเร็วเนื่องจากถ้าปล่อยทิ้งไว้ อาจเกิดอาการชัก และหมดสติได้

เมื่อเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรทำอย่างไร

     - ถ้าเกิดอาการไม่มาก หรือเกิดอาการใกล้เคียงเวลารับประทานอาหาร ควรรีบรับประทานอาหาร หรือของว่างทันที โดยให้ดื่มน้ำผลไม้ หรือรัปประทานอาหาร จำพวกขนมปังก่อน
   
     - ถ้าเกิดอาการมาก แต่ยังรู้สึกตัว ให้รีบดื่มน้ำหวาน 1/2 - 1 แก้ว, ลูกอม 1 - 2 เม็ด หรือน้ำตาล 1 - 2 ก้อน แล้วสังเกตุอาการ ถ้าอาการดีขึ้นใน 5 - 10 นาทีให้รีบรับประทานอาหาร แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นให้ดื่มน้ำหวานซ้ำก่อนอีก 1 แก้ว

     - ถ้าเกิดอาการรุนแรงและหมดสติ ให้รีบนำส่งคลินิก, หรือโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือแจ้งทางเบอร์ 1669 ให้แจ้งว่าผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วย โดยห้ามให้ลูกอม หรือน้ำหวานเพราะอาจทำให้สำลักได้

วิธีป้องกันตัวจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

แม้เป็นโรคแทรกซ้อนที่น่ากลัว แต่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถป้องกันได้ เพียงรับประทานอาหารให้เป็นเวลา และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หากผู้ป่วยเบาหวานต้องรับประทานยารักษาโรคอื่นด้วยควรปรึกษาแพทย์ว่าทานร่วมกับยาเบาหวานได้ไหมเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาล

หากผู้ป่วยเบาหวานที่มีการรับประทานยาหรือฉีดอินซูลิน ต้องกายออกกำลังกายเกิน 30 นาทีต่อเนื่องกันควรรับประทานของว่าง จำพวก ผลไม้ นม ขนมปัง ก่อนออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมง 

และท้ายสุดควรพกลูกอม หรือน้ำผลไม้ติดตัวไว้เผื่อเกิดอาการ

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เบาหวานขึ้นตา ภัยเงียบที่ควรป้องกัน

เบาหวานขึ้นจอประสาทตา

โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือเรียกสั้นๆว่าเบาหวานขึ้นตา เป็นโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งเบาหวานประเภทที่ 1 และเบาหวานประเภทที่ 2 เนื่องจากเมื่อเป็นเบหวานเป็นเวลานานจะส่งผลให้หลอดเลือดฝอยเสื่อมทั่วร่างกายหรือถึงเส้นเลือดในจอประสาทตาด้วย และเมื่อหลอดเลือดเสื่อมถึงจุดๆหนึ่งเลือดและสารต่างๆในเส้นเลือดจะซึมออกจากหลอดเลือดรวมถึงในจอตาด้วยทำให้สายตาพร่ามัว ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจจอประสาทตาว่ายังปรกติดีหรือไม่ เนื่องจากในระยะแรกสายตาจะไม่แย่ลงมากนัก ซึ่งโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาจะแบ่งเป็น 2 ระยะตามความรุนแรง

1. ระยะที่ยังไม่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่

ในระยะนี้จะเกิดการเสื่อมของผนังหลอดเลือดฝอยที่จอประสาทตา ทำให้เกิดอาการหลอดเลือดฝอยโป่งพอง ซึ่งเป็นอาการแรกที่ตรวจพบในโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา อาการต่อไปคือเส้นเลือดเหล่านั้นเกิดการแตก ทำให้เกิดจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายไปทั่ว นอกจากนี้รูรั่วนั้นจะทำให้น้ำและไขมันที่อยู่ในเส้นเลือดรั่วออกมาด้วย น้ำจะทำให้จอประสาทตาบวมน้ำ ถ้าจุดบวมน้ำเกิดขึ้นที่บริเวณจุดภาพชัด (macular edema) จะทำให้สายตาพร่ามัว ส่วนไขมันจะทำให้เกิดจุดไขมันสีเหลือง

2. ระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่

ในระยะนี้เกิดขึ้นจาก เส้นหลอดฝอยที่เสื่อมลงเกิดการอุดตันทำให้เกิดภาวะจอประสาทตาขาดเลือด กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ แต่เส้นเลือดฝอยที่สร้างขึ้นมาใหม่จะเปราะและแตกง่าย และเส้นเลือดฝอยที่สร้างมาใหม่เหล่า จะทำให้เกิดพังผืดรั้งจอประสาทตา ทำให้ผู้ป่วยสายตาแย่ลงอย่างมากสาเหตุจาก เลือดออกในจอประสาทตาและจอประสาทตาลอก

อาการบ่งชี้ว่าเป็นโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

หากคุณเป็นเบาหวานอยู่แล้ว หรือคนใกล้ตัวที่เป็นเบาหวานเกิดอาหารเหล่านี้ควรพาไปพบแพทย์จักษุแพทย์เพื่อให้ตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียด เพราะโรคนี้อาจจะทำให้ตาบอดได้
     
     - รู้สึกว่าสายตาพร่ามัวลง
     - การมองเห็นมืดลงอย่างฉับพลัน
     - มองเห็นภาพมืดด้านใด ด้านหนึ่ง
     - มองเห็นภาพซ้อน หรือเห็นภาพบิดเบี้ยว

การรักษา

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ควรรีบทำการรักษาทันที เพราะแม้ว่าในระยะเริ่มแรกสายตาจะยังเป็นปรกติ แต่เมื่อเป็นโรคนี้นานๆ จะทำให้ตาบอดได้ และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อกระจก หรือต้อหินร่วมด้วย ในปัจจุบันมีการรักษาโรคเบาหวานขึ้นตา 3 วิธี

1. รักษาด้วยการยิงเลเซอร์ เป็นวิธีมาตรฐานในการรักษา โดยยิงเลเซอร์ไปยังบริเวณที่มีการสร้างเส้นเลือดใหม่ หรือบริเวณที่จุดภาพชัดบวมน้ำ ซึ่งเลเซอร์จะทำให้เส้นเลือดที่สร้างใหม่ฝ่อลง และจุดภาพชัดที่บวมน้ำยุบลง แต่การยิงเลเซอร์ต้องแบ่งยิงหลายครั้งถ้ามีการบวมน้ำ หรือสร้างเส้นเลือดใหม่หลายจุด เพื่อป้องกันจอประสาทตาบวมจากการยิงเลเซอร์ ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมเนื่องจากเกิดภาวะแทรกซ้อนในการรักษาน้อย

2. รักษาด้วยการผ่าตัด จะใช้ในผู้ป่วยรายที่เกิดผังผืดดึงรั้งจอประสาทตา หรือจอประสาทตาลอก การผ่าตัดวุ้นตา อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามและซ่อมแซมให้จอประสาทตาที่ลอกกลับเข้าที่เดิม แต่การรักษาอาจไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น ขึ้นอยู่กับอาการและ ความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย

3. รักษาด้วยยา เป็นการรักษาวิธีใหม่ ทำโดยการฉีดยาที่มีฤทธิ์ช่วยลดการรั่วของหลอดเลือด และทำให้เส้นเลือดที่โป่งพองฝ่อลงเข้าไปในวุ้นตา การรักษาด้วยวิธีนี้ค่อนข้างได้ผล แต่ผลของยาอยู่ได้ไม่นานและมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา เช่น เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ, เลือดออกบริเวณวุ้นตาเป็นต้น นอกจากนี้เนื่องจากยาที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 กลุ่มคือ สเตียรอยด์และยาต้านการสร้างเส้นเลือดใหม่ ซึ่งสเตียรอยด์อาจส่งผลให้เกิดต้อกระจกหรือต้อหินในผู้ป่วยบางรายด้วย